หม่ำ จ๊กมก ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี น้ำหนักลดฮวบ แขนขาลีบ

ตลกพันล้าน “เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา” หรือ “หม่ำ จ๊กมก” เปิดใจผ่านสื่อกลางงานบวงสรวงภาพยนตร์สองเรื่องสองรส “ตุ๊ดตู่กู้ชาติ” และ “หลวงพี่แจ๊ส 5 จี” ถึงอาการป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี ที่เจ้าตัวออกปากเองเลยว่าหนักสุดในชีวิต เพราะต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่า 1 เดือน แถมยังส่งผลถึงสุขภาพทำให้น้ำหนักลดลงกว่า 10 กิโลกรัม จนแขนขาลีบ เพราะต้องนอนอมน้ำแข็งก้อนแทนการทานข้าวทานน้ำเพื่อลดการทำงานของตับ

โดยตลกชื่อดังเผยว่า ตอนนี้อาการป่วยของตนเองดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว แต่ก็ยังต้องทานยาและนัดตรวจสุขภาพกับคุณหมอทุกเดือน ก่อนเผยถึงกำลังกำลังใจสำคัญ น้องนาฬิกา หลานสาวที่เพิ่งคลอดว่าเป็นส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้ตนเองอยากดูแลสุขภาพเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

สุขภาพของเราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นแล้วหรือยัง ?

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ที่ลูกสาวคลอดลูกผมยังเข้าไปเยี่ยมหลานไม่ได้เลย ขนาดหลานกลับมาอยู่ที่บ้านแล้วยังอุ้มไม่ได้เลยครับ ซึ่งตอนที่ป่วยช่วงนั้นน้ำหนักลดไปประมาณ 10 กิโลกรัมเพราะท้องไม่ค่อยเสถียร ระบบในท้องมันไม่ค่อยดีบวกกับพักผ่อนน้อย แต่ว่าตอนนี้ดีขึ้นเยอะเลยครับ เอาจริงๆ แปลกเหมือนกันนะที่ช่วงปีสองปีมานี้เข้าโรงพยาบาลถี่”

อาการป่วยของเราน่ากลัวไหมจากที่คุณหมอบอกมา ?

“ไม่ครับ ผมไม่ได้ต้องผ่าหรือต้องอะไรมากมาย มันเป็นแค่อาการที่ร่างกายเราไม่เสถียรเฉยๆ ก็เลยต้องขอให้คุณหมอช่วยทำการปรับสภาพ ซึ่งก็ใช้ระยะเวลาอยู่ประมาณ 1-2 เดือน (ยิ้ม) จริงๆก่อนหน้านี้มีหลายคนเหมือนกันที่คิดว่าผมเป็นหนัก แต่ก็อย่างที่บอกครับไม่ได้เป็นอะไรมากมาย แค่คุณหมอเขาขอให้งดเรื่องการทานอาหารช่วงหนึ่งเพื่อให้ระบบข้างในมันกลับมาดีขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของโรคใหญ่ๆ แล้วก็จะเกี่ยวกับการพักผ่อนน้อยและแอลกอฮอล์นิดหน่อยครับ”

ทุกวันนี้เราต้องดูแลสุขภาพตัวเองยังไงบ้าง ?

“อย่างที่บอกตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้วครับ และในส่วนของผมก็ต้องตื่นเช้าขึ้นมาหน่อยหนึ่ง วอร์มร่างกายเพื่อวิ่งจ๊อกกิ้ง คือปรับวิถีชีวิตใหม่หมดเลย จากที่เมื่อก่อนไม่เคยกินข้าวเช้า เดี๋ยวนี้ก็ตื่นมากินแล้ว 7 โมง และหลังออกกำลังกายเสร็จก็ต้องกินยา ซึ่งช่วงที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ กินยาหนักมาก กินเป็นร้อยเม็ดต่อวันเลย แต่ทุกวันนี้เหลือแค่มื้อเช้า 1 เม็ด มื้อเที่ยง 2 เม็ด มื้อเย็น 1 เม็ด แค่นั้นเอง (ยิ้ม)”

ช่วงที่เราต้องพักงานไปนานแฟนๆ หรือคนรอบข้างเข้ามาถามไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ?

“มีครับ มีคนถามอยู่เหมือนกัน อย่างบางคนก็ส่งข้อความเอาใจช่วยเพราะเขาคิดกันว่าผมจะเป็นโรคร้ายแรง แต่จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น”

จากอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเรา ณ ตอนนี้ ใช่อาการของโรคมะเร็งไหม ?

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ ผมไม่ได้เป็นมะเร็งครับ แต่ผมเป็นไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งโรคนี้มันพร้อมที่จะเป็นอยู่แล้วสำหรับทุกคน ถ้าหากคุณพักผ่อนน้อยคุณก็มีสิทธิ์เป็นนะครับ อย่าคิดว่าแค่คุณไม่ดื่มแอลกอฮอล์คุณจะไม่เป็นโรคตับ เพราะถ้าคุณพักผ่อนน้อยคุณก็เป็นได้เหมือนกัน ซึ่งอาการของโรคนี้นั้นการพักผ่อนน้อยคือประเด็นหลักสุดเลย”

ตกใจไหมตอนที่เรากำลังป่วยแล้วคนคิดว่าเราเป็นมะเร็ง ?

“ไม่เลยครับเพราะคนเป็นมะเร็งต้องผ่า แต่ว่าอาการของผมมันเป็นในลักษณะของการอักเสบเฉยๆ ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบบีมันไม่ได้น่ากลัวเลยนะถ้าหากเราดูแลตัวเองให้ดีๆ พักผ่อนให้มากๆ และทานอาหารที่ช่วยให้ระบายง่ายขึ้น แต่ถ้าหากคุณยังพักผ่อนน้อยมันก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นเนื้อร้ายได้ตลอดเหมือนกัน”

นอกจากเรื่องพักผ่อนแล้ว เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์เรางดขาดเลยไหม ?

“ผมไม่แตะเลยครับตอนนี้ คือคุณหมอเขาห้ามมาเลยครับสำหรับเรื่องการพักผ่อนน้อยและการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งผมไม่ได้แตะมาเกือบ 6 เดือนแล้วด้วย ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว คือมันต้องเลิกขาดเลยสำหรับเรื่องนี้เพราะถ้าไม่เลิกโรคมันก็จะตามกลับมาอีก โอเคบางครั้งมันก็มีนึกอยากดื่มบ้างอะไรบ้างเวลาเจอเพื่อนเจอฝูง”

“แต่เราก็ต้องทำใจให้ได้เพราะพอนึกภาพกลับไปตอนที่นอนโรงพยาบาลและมีแค่เมียคอยเช็ดตัว มันก็เป็นอะไรที่ร้ายแรงอยู่นะ คือในชีวิตผมไม่เคยล้มหมอนนอนเสื่อนานขนาดนี้เลย ผมนอนโรงพยาบาลอยู่ประมาณ 1 เดือน กับ 2 วัน แถมน้ำหนักก็ลด ขาลีบ แขนลีบ กินข้าวไม่ได้ หมอให้ทำได้มากสุดแค่อมน้ำแข็งไว้ในปากวันละก้อนเพราะเขาไม่อยากให้ตับทำงานหนัก ไม่ให้กินข้าว ไม่ให้กินน้ำ”

แสดงว่าการทำงานของเราตอนนี้ก็ต้องลดลงด้วย เพราะโรคมันเชื่อมกับการพักผ่อน ?

“ผมทำงานอาทิตย์เว้นอาทิตย์อยู่แล้วครับ แต่ถ้าช่วงไหนมีงานภาพยนตร์ก็อาจจะหนักหน่อย ดังนั้นช่วงหลักมานี้ผมจึงต้องระบุเลยว่า ถ้าถ่าย 8 โมงเช้า ต้องเลิก 5 โมงเย็น หรือถ้าเป็นซีนกลางคืนก็จะขอเป็นช่วง 6 โมงเย็น ถึง ตี 1 ซึ่งอันนี้จะเป็นตามระบบที่คุณหมอสั่งเลยครับ”

ตอนนี้เรียกว่าเรากลับมารักตัวเองอีกครั้ง ?

“จริงๆ มันก็ตั้งแต่ลูกท้องแล้วนะครับ ผมก็คิดอยู่ตลอดว่าจะได้กลับมาดูแลหลานหรือเปล่า คือมันยิ่งทำให้เรากลับมามองเรื่องสุขภาพของตัวเองมากขึ้น เลือกรับงานให้มากขึ้น งานไหนที่หนักก็เบาลง ขอรับแค่งานที่ทำแล้วสนุกก็พอ”

สุขภาพโดยรวมของเราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ ค่าเลือด ค่าอะไรต่างๆ ในท้องผม รวมถึงค่าสมอง ค่าปลายประสาทอักเสบ ค่าไต หลายๆ ค่าก็ดีขึ้นครับ คือไม่มีอะไรน่าเสี่ยงหรือน่าเป็นห่วงแล้ว แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของหมอไปตลอดเพราะคุณหมอเขาจะนัดทุกเดือน เดือนละครั้ง (ยิ้ม)”

หลานมีส่วนช่วยให้เรามีกำลังใจมากขึ้นไหม ?

“อย่างที่บอกครับยิ่งพอรู้ว่าหลานคลอดมันยิ่งทำให้ผมยิ่งรักตัวเองขึ้นมากๆ แต่ตอนนี้เขาคลอดมาสองอาทิตย์กว่าแล้วผมยังไม่ได้จับตัวยังไม่ได้อุ้มเขาเลย”

เห็นว่าใจเราตอนแรกพอรู้ว่าหลานคลอดก็อยากจะถอดสายน้ำเกลือไปหาเลย ?

“ใช่ครับ คือตอนแรกหมอเขาจะให้แอดมิทให้นอนโรงพยาบาลแต่ผมก็บอกเขาว่าขอแค่ให้น้ำเกลือได้ไหม เพราะเวลานั้นตอนที่เมียโทรหา ตอนที่ลูกเขยโทรหา ในใจมันก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากเห็นหน้าหลาน อยากให้หมอเอาน้ำเกลือออกเร็วๆ เร่งให้มันเร็วๆ แต่ปรากฏว่าพอไปถึงปุ๊บก็เข้าไปเจอไม่ได้ทำได้แค่ดูอยู่ข้างนอกเพราะเรายังไม่สบายอยู่”

หลานเราเป็นยังไงบ้างได้เห็นหน้าเขาแล้ว ?

“ดีใจครับ ได้มีหลานแล้ว น้องนาฬิกา วันเวลาของครอบครัวเรา ชื่อนี้ลูกสาวกับลูกเขยเป็นคนตั้งให้ (ยิ้ม) ส่วนเรื่องหน้าตาก็ เอ่อ…จมูกเหมือนผมครับ แต่หน้าเหมือนพ่อเขา (หัวเราะ)”

เห่อไหมหลานน่ารักขนาดนี้ ?

“เห่อ แต่ยังจับตัวไม่ได้เลยยังไม่ได้หอมเลยตอนนี้ (ยิ้ม) ของรับขวัญหลานก็เอาจริงๆ นะ ไม่ได้เตรียมไว้เลยเพราะเพื่อนๆ เอ็มเขาก็ซื้อให้เยอะแล้ว ตอนนี้ของเต็มบ้านเลยในบ้านมีแต่ของเด็กอ่อน ผมก็เลยไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้ เอาไว้รอจังหวะดีๆ ก่อนดีกว่าค่อยว่ากัน”